If you are interested in exchanging link with us, place this code on your website then, click here.
ส่วนของไม่จริงของไม่แท้ให้รีบขจัดออกไป ส่วนความโง่ให้ฆ่ามันทุกวัน ห้ามหยุดฆ่าโง่ ถ้าหยุดเมื่อไรแล้วมันจะกลับมาหาอีก ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% กำลังหาตัวเองไม่เจอ หรือไม่เคยเจอเลยก็ได้ เพราะมัวแต่ไม่เป็นตัวของตัวอง และไม่มีความคิดเป็นตัวของตัวเองหรือคิดต่างจากผู้อื่น หรือจากของเดิมๆ แล้วรู้ได้ยังไรว่าสิ่งที่ทำมานั้นมันถูกต้องแล้ว หรือบางครั้งมันอาจจะผิดก็ได้ ถ้ามันผิดละจะแก้มันอย่างไร บางคนรู้ทั้งรู้ว่ามันผิดแต่ก็ยังทำและก็ยังไปเชื่อหรือบางคนก็เพิกเฉยไปเลย เพราะเป็นคนที่ไม่ยอมรับความจริงหรือเป็นคนไม่สู้กับความจริง (คนประเภทนี้มีเยอะมากในสังคมเรา) แล้วความจริงนั้นมันคืออะไร? ความจริงนั้นก็คือ อะไรจริงอะไรไม่จริงจะต้องกล้ารับรู้ กล้าเปลี่ยนแปลง กล้ายอมรับความจริง กล้าคิดต่าง ซึ่งอยู่ภายใต้ปัญญาของเราที่ชาญฉลาดของทุกคนแต่ไม่รู้จักปลุกปัญญาให้ตื่นจากการหลับไหลที่แสนขี้เกียจ ถ้าทุกคนลองปลุกปัญญาให้ตื่นแล้ว รับรองได้เลยแล้วจะพบกับ ความจริงว่า “โอ้โห้” ทำไมเราถึงได้โง่ได้เพียงนี้หนอ จะได้ตาสว่างเสียที จะต้องฉลาดเรื่องของการสงสัย หรือเข้าใจสงสัย และเก่งการสงสัย และจะต้องตั้งข้อสงสัยเป็น และหาคำตอบจากการสงสัยเหล่านั้น ยิ่งสงสัยมากคุณก็ยิ่งฉลาดมาก เพราะมันจะถูก program ให้หาคำตอบที่แท้จริงจนเจอ บางคนขี้เกลียจ กลัวโน้น กลัวนี่ ปอดแหก ขี้ขาดตาขาว กลัวการมีเรื่อง กลัวเจอด่า เจอต่อว่าสารพัด มันก็เลยไม่กล้าคิด นอกกรอบ ทำให้โง่เหมีอนเดิม เพราะว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด มาห้ามเถียง หารู้ไม่ว่านั้นคือสิ่งผิด ในการสั่งสอน เพราะฉะนั้นกว่า 50% ไม่กล้าคิดนอกลู่นอกทางอย่างมีเหตุผล ท้ายสุดมันก็ยังไม่พบกับความจริง ความจริงมันก็คือความจริง ซึ่งหลายต่อหลายคนยอมรับความจริงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเป็นคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเองก็เท่านั้น ขาดความเชื่อมั่นอย่างสูง ไม่กล้าแหกด่าน (ในสี่งที่ถูก) เพราะฉะนั้นพยายามมองให้มากกว่า 1 มิติ เสมอ และท้ายสุดคุณก็จะเป็นคนที่ฉลาดที่สุด เพราะมีมุมมองที่มากกว่าชาวบ้านทั่วไป ถ้าคุณได้มุมมองมากกว่าแล้วคุณก็จะมีข้อมูลที่มากพอไปใช้ในการวิเคราะห์ หรือทำการประเมิน ดีไม่ดีคุณจะพบสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน ชีวิตจึงไม่หลงทางอีกต่อไป หยุดเสียทีกับเรื่องไร้สาระ ซึ่งมีอยู่จริงในสังคมปัจจุบันที่มีให้เห็นเยอะมาก ตัวอย่างเช่น การบูชาในสิ่งที่มองไม่เห็นหรือยังไม่ได้พิสูจน์หรือชาวบ้านเรียกว่า งมงายอย่างไร้เหตุผล ถ้าพิสูจน์แล้วว่าจริงหรือใช่แล้วค่อยมานับถือหรือบูชาก็ยังไม่มีอะไรสาย แต่ถ้าไม่จริงเราก็จะเสียทั้งเวลาและเงินทองอย่างมากและเสียความรู้สึกที่ดีๆ ไปกับเวลาที่เสียไปทั้งชีวิตก็ว่าได้ โดยปราศจากการพิสูจน์ และไม่ยอมพิสูจน์ หรือขี้เกียจหรือไม่มีความกล้าพอที่จะคิดแหกโค้ง ทั้งนี้เพราะกลัวคำครหาหรือคำต่อว่าต่างๆ นาๆสารพัด เพราะกลัวขัดต่อระเบียบประเพณีที่ดีสืบต่อกันมา คำถาม ถ้ามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไม่รู้แต่ต้องการหาความรู้และค้นหาความจริงถามว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำความผิดหรือไม่? ในสังคมปัจจุบันยังมีอะไรที่โกหกหลอกลวงให้เห็นกันอยู่มากมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรกคือ การหลอกลวงเทคนิคในเรื่องของการค้าขาย ไม่ว่าจะใช้วีธีต่างๆ เช่น ซิกแซก กลโกง คอรัปชั่น ข่มขู่ ใช้อิทธิพล หรือมีทั้งการโกงซึ่งหน้าและลับหลัง สารพัด และ ชนิดที่สอง ก็คือ การหลอกลวงสิ่งที่มองไม่เห็น อันนี้หลอกง่ายหน่อย เพราะคนโง่มีเยอะอยู่มากให้หลอก หากินง่ายอยู่ ไม่ค่อยมีคนขัดหรือไม่ค่อยจะมีคนหัวแข็งมาคอยทำการพิสูจน์หาความจริงให้เป็นเรื่องเป็นราวเพราะคิดว่ามันคงจะจริง เพราะขนาดพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายยังทำกันสืบต่อกันมาเลย จึงไม่ค่อยจะมีคนขัดเสียเท่าไร จึงเป็นการเปิดช่อง และเปิดโอกาสของวัฒนธรรมและประเพณีให้เข้ามามีบทบาทสืบต่อกันไป แต่สิ่งที่ทำการปฎิบัตินั้นมันแฝงไปด้วยของเทียม ตัวอย่างเช่น เทศกาลการกินเจของชาวจีน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่จะพูดถึงข้อเสียเพียงอย่างเดียวก่อน ว่าการทรงเจ้านั้นจริงๆ เขากำลังเล่นปราหี่กันอยู่ เพื่อให้ดูแล้วเข้าใจว่ามีอิทธิฤทธิ์ และสามารถดลบันดาลให้ผู้คนที่เข้ามาขอพรในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดประสบความสำเร็จ คำถาม ที่จริงแล้วมันได้อย่างนั้น และง่ายอย่างนั้นเลยเหรอ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆก็คงไม่มีสงครามแล้วซิ การทรงเจ้าหรือเครื่องรางของขัง คาถาอาคม การปลุกเสกการลงยัณต์หรืออุปกรณ์ทางพิธีกรรมต่างๆ นานา มันเป็นเพียงกุศโลบายก็จริง แต่ผลดีมีแค่20% แต่ผลเสียที่ทำให้คนงมงายมีถึง80% แล้วคนพวกนี้มักเป็นคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองถึงมีก็ต่ำหรือไม่เป็นตัวของตัวเองนั้นเอง จะต้องหาที่พึ่งหรือยอมให้คนอื่นมาหลอกตัวเองเพื่อแลกกับความสบายใจ ซึ่งคนหลอกก็อาศัยคนพวกนี้มาเป็นเหยื่อเพื่อนำมาสร้างเป็นธุรกิจหรือทำเป็นอาชีพไปเลยก็มีแยะเพราะเงินหาได้ไม่ยากแถมมีแต่คนมาคอยประเคนเอาใจทำให้หลงตัวเองไปเลยว่าตัวเองคงใช่มั้งแถมชีวิตของการเป็นอยู่ก็สบายๆไม่เดือดร้อนอะไรเลยมีแต่คนนับถือหน้าถือตาเยอะแยะแล้วยังนี้จะไปเลิกอาชีพนี้ทำไม สรุป คือ โง่ทั้งคนทำพิธีและโง่ทั้งคนที่เข้าไปหา สิ่งต่างๆเหล่านี้มันคือของปลอมนั่นเอง ลึกๆ แล้วลองไปถามใจคนทำพิธีดูว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันของจริงหรือธุรกิจ แล้วเจ้าตัวกล้าพิสูจน์ที่มาที่ไป และกล้าชี้แจงทั้งเหตุและผลของที่มาได้หรือเปล่า (โดยระเอียด) และถ้าเป็นไปตามนั้นได้จริงๆ ขอเชิญเข้ามาบริหารประเทศได้เลยอาจจะเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่ รับรองได้หากินในระดับประเทศมันเท่ห์กว่าหากินระดับหมู่บ้านตั้งเยอะ ถ้าสำเร็จจริงชื่อเสียงและเงินทองไม่ต้องพูดถึงมันจะมาประเคนถึงที่นอนเลยก็ว่าได้ ไหนๆก็จะอ้างว่าเป็นผู้วิเศษเหนือกว่าชาวบ้านอยู่แล้วสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถทำได้อีกอย่างจะได้พิสูจน์ไปในตัวเลยว่าของเราของแท้จริงๆไม่ใช่ของปลอม ในเมื่อมีความสามารถเหนือกว่าชาวบ้านทั่วไปอย่างนี้ต้องขอเชิญมาแก้ปัญหาบ้านเมืองหน่อยจะไม่เป็นการภูมิใจกว่าหรือ? และอีกอย่างจะได้พิสูจน์กันไปเลยว่าของเรามันเป็นของจริงเสียที จะได้รู้กันไปเลยว่าหมู่หรือจ่า ถ้าแน่จริงต้องกล้าพิสูจน์ว่าศักสิทธ์จริงอย่าแทงกั๊กและถ้าเป็นของแท้จริงแล้วจะต้องนำมา focus และขยายต่อเพื่อทำการเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รับในสิ่งที่ดี